Error message
The specified file temporary://fileffbcAf could not be copied, because the destination directory is not properly configured. This may be caused by a problem with file or directory permissions. More information is available in the system log.
ประชามติ ที่ปิดการโหวตแล้ว
ตามปกติศาลทหารจะพิจารณาเฉพาะคดีที่จำเลยเป็นทหารเท่านั้น แต่เมื่อ 25 พฤษภาคม 2557 "พลเรือนขึ้นศาลทหาร" กลายเป็นกระแสที่ผู้คนสนใจ เมื่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศฉบับที่ 37/2557 เรื่อง กำหนดให้พลเรือนต้องขึ้นศาลทหารในคดีความต่อไปนี้ ได้แก่ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107 - 112 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113 - 118 และความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. ทั้งศาลทหารภายใต้กฎอัยการศึกไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา ตัดสินอย่างไรให้ถือเป็นที่สุดทันที
คสช. และ ครม. มีข้อสรุปว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ด้วยกัน 7 ประเด็น ซึ่งส่งผลให้ road map เดิมของ คสช.ต้องเปลี่ยนไป เช่น ขยายเวลาให้กรรมาธิการยกร่างฯแก้ไขเพิ่มแต่ไม่เกิน 30 วัน เมื่อ สปช.ได้ลงมติในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ตาม ถือว่าภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้ว และให้ตั้ง สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศขึ้นมาแทนซึงอาจจะเป็นตัวแทนจากสภาปฎิรูป และไม่ว่า กมธ.ยกร่างฯจะสิ้นสุดด้วยกรณีใด (สปช.ไม่เห็นชอบ-ลงประชามติไม่ผ่าน) นายกรัฐมนตรีจะตั้ง 'คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ' จำนวน 21 คน ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการชุดนี้จะมีเวลาร่างรัฐธรรมนูญใหม่จำนวน 180 วัน ก่อนไปลงประชามติใหม่
ความขัดแย้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ และคดีความโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง ที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ศาลตัดสินให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต้องดำเนินมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้ป่วยเนื่องจากมลภาวะจากโรงไฟฟ้า แต่เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หยิบยกประเด็นนี้มากล่าวว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโรงไฟฟ้าที่ถูกที่สุดในการลงทุน และแทบไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การถกเถียงในสังคมเป็นวงกว้างว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่?
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้มี “คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม” จำนวน 7 คน ขึ้นมา เพื่อพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในระดับปลัดกระทรวง หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างมาก เพราะเท่ากับเป็นการ “ตัดอำนาจ” ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงซึ่งเดิมเป็นอำนาจเต็มของฝ่ายบริการที่มีที่มาจากการเลือกตั้ง
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2558 ได้ออกแบบกลไกใหม่ๆ ขึ้นมากำกับหรือตีกรอบการกำหนดนโยบายของรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี โดยกำหนดห้ามใช้นโยบายประชานิยม กำหนดกรอบการปฏิรูป 15 ด้าน ไว้ในหมวด 4 และกำหนดให้รัฐบาลต้องทำตามข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ด้านหนึ่งก็เป็นป้องกันการใช้นโยบายประชานิยมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ และเป็นการสานต่อแนวทางการปฏิรูปประเทศให้มีความต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งอาจมองได้ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะขาดอิสระในการดำเนินนโยบาย และองค์กรที่มากำกับนโยบายก็ไม่ยึดโยงกับประชาชน
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้ศาลปกครองจัดตั้ง “แผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ” ขึ้นมา เพื่อตรวจสอบและยับยั้งการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่งบประมาณหรือเงินของแผ่นดิน โดยเบื้องต้นผู้ที่มีสิทธิในการส่งฟ้องคดี จะมีทั้ง คตง. ป.ป.ช. และประชาชนทั่วไป ซึ่งด้านหนึ่งก็มีเสียงชื่นชมว่าจะช่วยแก้ปัญหาฝ่ายการเมืองที่มักจะใช้นโยบายประชานิยมที่ส่งผลเสียต่องบประมาณประเทศและทำให้การตรวจสอบทุจริตครอบคลุมมากขึ้น แต่อีกด้านก็มีเสียงวิจารณ์ว่า จะทำให้ฝ่ายตุลาการมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร และทำให้รัฐบาลทำงานยากลำบากมากขึ้น ไม่มีใครกล้าคิดนโยบายที่ต้องใช้เงินช่วยเหลือประชาชน
ตามเจตนารมณ์ข้อที่ 4 ของการร่างรัฐธรรมนูญคือการนำชาติสู่สันติสุข ได้กำหนดเนื้อหาในภาค 4 หมวด 3 ให้มีคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ ประกอบด้วยกรรมการไม่เกิน 15 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เป็นฝักฝ่ายทางการเมืองหรือความขัดแย้ง และผู้ซึ่งเป็นผู้นำความขัดแย้ง ขึ้นมาทำหน้าที่หาสาเหตุแห่งความขัดแย้ง และเสนอแนะแนวทางในการแก้ไข เป็นคนกลางในการประสานความขัดแย้ง รวมถึง เสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษแก่บุคคลซึ่งให้ความจริงอันเป็นประโยชน์และได้แสดงความสำนึกผิดต่อคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ เป็นต้น
ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2558 ได้มีการควบรวม “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” กับ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เข้าด้วยกัน เกิดเป็นองค์กรใหม่คือ “ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน” ซึ่งมีทั้งเสียงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่า การควบรวมจะช่วยประหยัดงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ทั้งสององค์กรและช่วยลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยเชื่อว่าการควบรวมจะไม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพราะทั้งสององค์กรมีหน้าที่และกระบวนการทำงานต่างกัน และจะทำให้ประชาชนเหลือช่องทางร้องเรียนแค่ช่องเดียว
ร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นครั้งแรกที่กำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับ “หน้าที่” ขึ้นมาก่อน “สิทธิและเสรีภาพ” โดยบทบัญญัติ “หน้าที่พลเมือง” นี้ ทำให้เกิดทั้งเสียงสนับสนุน และคำถามโต้แย้งตามมามากมาย สำหรับเสียงสนับสนุนมองว่าเป็นการยกสถานะของประชาชนเป็นพลเมือง ทำให้พลเมืองรู้หน้าที่มากขึ้น ไม่ใช่เสรีภาพตามอำเภอใจ และจะช่วยทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่าการกำหนดหลายอย่างดูจะเป็นนามธรรม โดยเฉพาะค่านิยมที่พลเมืองต้องปฏิบัติตาม ซึ่งขัดกับความเป็นจริงที่ประชาชนมีความหลากหลายและยึดถือค่านิยมที่แตกต่างกัน
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีการบัญญัติให้จัดตั้งองค์กรขึ้นมาหลายองค์กร และหนึ่งในนั้นคือ 'สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ' โดยแนวคิดริเริ่มขององค์กรดังกล่าวเกิดขึ้นจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านการปฏิรูปคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล ได้เสนอให้มีการตราพระราชบัญญัติ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ พ.ศ.... เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วน อย่างไรก็ดี เนื้อสาระสำคัญเกี่ยวกับองค์กรดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่จะมีการตราเป็นพระราชบัญญัติ กับ ส่วนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
Pages